ระทึก สาวซ่าเดินลุยป่าตะเคียนทอง ออกมาได้เพราะแบบนี้!

ระทึก สาวซ่าเดินลุยป่าตะเคียนทอง ออกมาได้เพราะแบบนี้!

Thai Idol ในวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของการเดินลุยป่า ‘ตะเคียนทอง’ ป่าที่สุดแสนจะหายากและวิเวกวังเวง ไม่ใช่สถานที่ที่นักท่องเที่ยวควรไปสักนิด! ทว่าด้วยนิสัยชอบความท้าทายของสาว ‘โจ๊กกี้ ภูมิฐาน รอดเงิน’ แล้วนั้นอะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่! ซ่าจนเกือบออกจากป่าไม่ได้ ซ่าจนเกิดเรื่องราวเหล่านี้ เราไปฟังจากปากน้องโจ๊กกี้กันดีกว่าค่ะ!

jk003

เมื่อคืนดูข่าวคนลักลอบตัดไม้พยุงในป่าเขตุสงวนเลยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้มาเล่าเรื่องระทึกขวัญที่ “ป่าตะเคียนทอง” เลยยย 55
.
ต่อเนื่องจากการที่เราเดินทางโซโล่เดี่ยวเลาะชายแดนไทย-พม่า และวันนี้มาอยู่ที่สังขละบุรีสวรรค์ตะวันตก เป็นวันที่ 4 ใน 7 วันทั้งหมดของการเดินทาง ก่อนหน้านี้ได้ไปบ้านอิต่องเหมืองปิล๊อกติดชายแดนพม่า และอุทยานแห่งชาติป่าเขาแหลม แต่ประสบการณ์จากวันนี้ไม่เล่าไม่ได้เลยทีเดียว ตอนแรกเราขับรถเพื่อที่จะตรงไปด่านเจดีสามองค์หาไรกิน แต่ระหว่างทางเจอป้ายเก่าๆทางขวามือ “น้ำตกตะเคียนทอง” ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะขับเลยผ่านไปเลยเพราะป้ายมันเล็กแล้วก็เก่ามากโดนเถาวัลย์บดบัง ทางเข้าเป็นซอยเล็กๆ แต่ด้วยความที่เราชอบเดินป่าปีนน้ำตกอยู่แล้วเลยหักรถเลี้ยวเข้าไป….จะพลาดได้อย่างไงกันน… เอะใจนิดนึงว่าที่นี่น่าจะค่อนข้างเป็น unseen เส้นทางดูไม่ค่อยมีการเดินทางเข้าออกเท่าไรเพราะเป็นถนนลูกรังผสมหินและปูนเป็นบางช่วง ป้ายก็จะพังหมดแล้ว

เห็นว่าป่าทางข้างทางขวามือถูกไฟป่าเผาไปแต่ทางซ้ายมือยังเขียวดูสมบูรณ์ดี เศษไหม้ของซากต้นไม้และหินจากไฟป่าเราจะเห็นได้บ่อยๆในช่วงฤดูแล้งแต่การที่มีถนนตัดผ่านทำให้ไฟป่าจากอีกด้านลามมาอีกด้านยาก ข้างทางมีคนเลี้ยงวัวคิดว่าจะเปิดกระจกถามว่าเรา “ควรจะเข้าไปดีมั้ย….อีกไกลแค่ใหน” แต่ไม่เห็นหมู่บ้านข้างทางเลยแถมมาคนเดียวเลยไม่ถามดีกว่า (แอบกลัวนิดๆ55) ขับเข้ามาอยู่ไกลพอสมควรถ้าจำไม่ผิดน่าจะสักประมาณเกือบๆ 3 กิโลตามถนนคดเคี้ยวลัดเลาะตีนเขา ยิ่งขับเข้ามาลึกๆ จะรู้สึกได้ว่าอากาศเริ่มชื้นเพราะแอร์รถเย็นขึ้นมากและข้างทางดูร่มรื่นอุดมสมบูรณ์มากไฟป่าลามมาไม่ถึงเพราะมันชื้นจริงๆ ใบไม้มันเขียวมากๆถึงจะเป็นฤดูแล้งก็ตาม สัญญาณโทรศัพท์นี่ไม่ต้องพูดถึง หายไปตั้งแต่ตอนใหนก็ไม่รู้ 555

เราขับมาถึงปากทางเข้าป่าซึ่งเอารถเข้าไปไม่ได้อีกแล้ว มีป้ายเล็กๆบอกทางเดินไปน้ำตกตะเคียนทอง… แต่อย่างไงก็ตาม…แค่ปากทางเดินเข้าน้ำตกที่นี่ก็ดูเปลี่ยวจริงๆพื้นที่ดูรกร้างเหมือนไม่มีใครค่อยเข้ามา แปลกสุดคือป่านี้เงียบผิดวิสัยต่างจากป่าอื่นๆที่เคยไป มาคนเดียวก็น่ากลัวอยู่… นั่งคิดคำนวณความเสี่ยงบนรถอยู่นานว่าควรเดินหรือกลับดี แต่สรุปคือคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว เอาซักหน่อย…..หารู้ไม่ว่าจะเจออะไรบ้าง….
….
คือต้องบอกก่อนเลยว่าการเดินป่าครั้งนี้ไม่ใช่การเดินครั้งแรกและการนอนป่าก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเดินป่าส่องสัตว์กับพ่อตั้งแต่เด็กๆแล้วส่วนใหญ่ไปกับพราน ชาวบ้านที่รู้เส้นทางและก็เจ้าหน้าที่สำรวจป่า ความกลัวก็มีนะ แต่ความซ่านี่สงสัยจะมากโข 555 เดินครั้งนี้มีอุปกรณ์คือ อาหารเซเว่น 55 เข็มทิศ นาฬิกาไว้ดูว่าต้องออกก่อน 4 โมงเย็นเพราะป่าจะมืดเร็วกว่าปกติ รองเท้าบูทดีๆพร้อมอีแตะด้วย มีเศษกระดาษกับดินสอไว้จดทิศเฉยๆ ยาหม่อง ไฟแช็คไว้เผื่อโดนปลิง น้ำขวดเดินเท่าไรก็กินไม่หมดเพราะป่าชื้นเลยไม่ค่อยมีเหงื่อ ผ้าขนหนู มีดพก(ไม่เคยได้ไช้ซักทีอุตส่าซื้อ -_- ) ไฟฉาย กล้องส่องทางไกล…..
…..

jk001
ช่วงสักสองสามร้อยเมตรแรกของการเดินมีเส้นรอยทางเดินให้เราเดินตามค่อนข้างชัดเจน ทางเดินค่อนข้างรกและชันล้อมรอบไปด้วยป่าที่ดูทึบตา เดินตามทางไปเรื่อยๆ ก็เจอน้ำตกชั้นแรก งามจีจี 55 คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวน่าจะหยุดกันที่จุดนี้ เพราะหลังจากที่ถึงตัวน้ำตกแล้วรอยเส้นทางเดินต่อไม่ค่อยขัดเจน แต่การเดินแค่ไม่กี่ร้อยเมตรมันไม่ไช่วิถีของเรา เราติดอย่างนึงว่าถ้ามาน้ำตกอย่างไงก็ต้องเดินไปให้ถึง “ถ้ำ” แหล่งกำเนิดและกักเก็บน้ำของน้ำตกนั่นเอง ส่วนตัวคิดว่าการป่าแบบเดินลัดเลาะน้ำตกนั้นไม่อันตราย…..
……
เดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จากน้ำตกชั้นแรก… ป่าตะเคียนทองบรรยากาศวังเวงมากจริงๆ เพราะอะไรน่ะหรอ?? เพราะรูปทรงของต้นไม้ซิคะ อย่างกับอยู่ในหนังผี ในฉากป่าช้าที่มีผีสิง 555 …..
jk002 jk003……
เราไม่เคยเดินป่าที่มีโครงสร้างเฉพาะตัวที่พิเศษแล้วก็น่าประทับใจขนาดต้องเอามาเขียนเรื่องเล่าให้ฟังขนาดนี้มาก่อน ……คือเราก็ไม่ไช่เซียนต้นไม้แต่ป่านี้มีต้นไม้สองชนิดหลักๆที่เติบโตอยู่เต็มป่าคือ “ต้นตะเคียนทอง” และ “ต้นไทรน้ำ” ต้นตะเคียนทองฟังชื่อก็หลอนแล้ว เราเคยเห็นต้นเป็นๆ ไม่กี่ต้นในชีวิตเราเมื่อก่อนตอนอยู่ต่างจังหวัด เป็นต้นไม้เก่าแก่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีหลายๆเรื่อง มูลค่าสูง… ค่อนข้างหายากพบในป่าดิบชื้น เรื่องตำนานไม่ต้องพูดถึง แต่ละถิ่นก็มีตำนานเกี่ยวกับต้นตะเคียนทองที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็ว่าเป็นต้นไม้อาถรรพ์ แต่ตำนานของหมู่บ้านในจังหวัดที่เราอยู่บอกว่าเป็นต้นไม้ที่แม่ลูกอ่อนตายท้องกลมอาศัยอยู่…. เราไม่เชื่อเรื่องตำนานหรือว่าอาถรรพ์อะไรเท่าไร แต่ด้วยบรรยากาศก็แอบกลัวจริงๆ 555 O_O ส่วนต้นไทรน้ำก็หายากพอๆกัน ไทรส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นไทรบก แต่ไทรน้ำเพราะจะข้นเฉพาะที่ๆน้ำดีมีทั้งปีเท่านั้น โครงสร้างที่เราบอกว่าพิเศษจริงๆ คือการเชื่อมต่อกันของต้นไม้ในป่านี้จากรากสู่ราก ไช่แล้ว..รากของต้นไม้ที่นี่ดูจะผูกกันจากต้นสู่ต้น เห็นได้ชัดมากเพราะรากของไทรน้ำจะโผล่ข้นมาบนผิวดินพันกับต้นไทรหรือตะเคียนอื่นอย่างเห็นได้ชัด สายน้ำที่ไหลออกมากจากธารน้ำตกลัดเลาะต้นไม้เกิดเป็นธารคดเคี้ยวแยกไปมามากมาย

jk004 jk005
…..
การเดินป่านี้ไม่ง่ายเลยเพราะไม่มีทางเดิน ต้องเดินลุยน้ำและโคลนเป็นบางช่วง นอกนั้นคือเหยียบรากไม้เอาค่ะ 555 คือ การเดินป่าที่มีธารน้ำโอกาสหลงจะน้อย เพราะทุกครั้งเราจะยึดหลักอย่างนึงว่าขาขึ้นเดินทวนกระแสน้ำเลาะไปตามต้นน้ำเรื่อย ห้ามออกนอกเส้นทางน้ำเด็ดขาด! แต่เข็มทิศกับกระดาษปากกาจดทิศก็จำเป็นเช่นกัน55 จะกลับก็แค่เดินตามน้ำคือลงใต้ สุดท้ายก็จะเจอปลายน้ำที่เราเดินมา ขาลงจะเป็นขาที่นักเดินป่าทุกคนต้องระวังมากที่สุดไม่ให้เกิด “อาการหลงป่า” ซึ่งเป็นอาการที่เรามองเห็นทุกทิศของป่าเหมือนๆกันหมดและตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเดินทางไหน สุดท้ายก็เดินวนไปวนมาหลงป่า ถ้าเคยดู Discovery Chanel พวกเดินป่าจะพูดถึงอาการนี้บ่อยๆ ถึงต้องมีการทำตำหนิหรือผูกเชือกบอกทาง

แต่พอเราหันหลังกลับไปมองทางที่เดินมาก็เริ่มหวั่นไหว เพราะธารน้ำที่นี่แยกตัวออกไปเป็นธารเล็กน้อยๆอื่นๆ “แล้วกูจะเดินกลับตามธารไหนวะ” 55 แต่ความรู้สึกคือยังพอไหวยังพอจำได้ไปได้ต่อ ยังมีเวลาเหลือก่อนมืด… เรื่องหลงเราไม่ค่อยกลัวเพราะอุปกรณ์พร้อมแล้วก็คิดว่าไม่หลงแน่นอน แต่ที่กลัวสุดคือ “ปลิง” ใช่แล้ว ไอ้ตัวดำๆดูดเลือดเจอได้ทั่วไปตามป่าดิบชื้น แต่เอาไฟแช็คมากัดเมื่อไรเอารนตูดมัน 55 เราเดินมาด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยเจอจนไม่รู้ว่าไกลแค่ไหนแต่ก็ผ่านมาเกือบสองชั่วโมงแล้วดูนาฬิกาอีกทีก็บ่ายโมงแล้ว
……

jk006 jk007
ป่านี้ค่อนข้างแตกต่างจากป่าอื่นที่เราเคยไปเดิน คือเรื่องของ “เสียง” มันประหลาดมาก.. บางช่วงของการเดินในป่ามันเงียบสงัดมากถึงขนาดวังเวง เคยหูอื้อเวลาอยู่ที่เงียบๆมั้ย? บางทีได้ยินเสียงหายใจตัวเองและเวลาเหยียบกิ่งไม้ก็จะใจหายวาบ 55 ตลอดทางเดินจะมีเสียงจิ้งเหลนตัวขาวๆ เดินอยู่ทั่วไปบนพื้น ปกติจะเจอแต่สีดำ ถึงขนาดปีนขึ้นรองเท้าเราและก็วิ่งผ่านเราอย่างไม่เกรงใจ มีเสียงน้ำใหลอย่างต่อเนื่องแต่เป็นเหมือนแค่เสียงเทน้ำลงแก้วมันเบามากๆ แต่บางช่วงของป่ากลับดังแซดไปด้วยเสียงสัตว์เล็กๆ ปะปนกัน เสียงแมลงที่เราคุ้นเคยดีก็คือเสียงจิ้งหรีดปนกับเสียงนกและแมลงอื่นๆอีกมากมายจนก้องหูจนรู้สึกมึนๆ แถมไอ้เจ้าจิ้งเหลนน้ำก็วิ่งไปทั่ว พอผ่านไปสักพักก็กลับมาเงียบสงัดอีกแต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลย เราเลยพอจับสถานการณ์ได้ว่า พอตัวนึงเริ่มร้องก่อน อีกตัวก็จะเริ่มร้องแล้วก็เริ่มร้องกันทุกตัว55 เราเริ่มอยากรู้นักว่าสุดน้ำตกจะเป็นอย่างไง <3
jk010

jk012
ระหว่างทาง ลึกๆเข้ามา เจอกองไฟที่ดับแล้ว 2 กอง ซึ่งตรงนี้เป็นที่โล่งนิดนึงเหมือนมีการจงใจทำที่ตั้งแคมป์ คือใจหล่นตุบไปที่พื้น “กูกลับดีกว่ามั้ย” คิดในใจว่าควรเดินเข้าไปต่อดีใหมกลัวจะเจอใครที่ไม่ไช่ทหารหรือนักท่องเที่ยวเข้า ไม่มีป้ายบอกทางอะไรทั้งนั้นว่าไกลอีกแค่ไหน (ไม่มีตั้งแต่ทางเข้าน้ำตกแล้ว) ไม่รู้ว่ามาไกลแค่ใหน เดาว่าสุดต้นน้ำตกก็คือสุดทาง .. เราแอบถ่ายรูปกองไฟเอาไว้ พยายามเดินออกห่างแบบไม่ส่งเสียง ถึงแม้ว่ากองไฟดูเหมือนจะถูกดับไปซักวันสองวันแล้ว แต่ก็แอบกลัว55

แล้วเราก็เดินต่อ..กลืนน้ำลายตัวเอง ไม่รู้ทำไมตอนนั้นไม่ตัดสินในเดินกลับไปซะ อาจจะเพราะป่ามันสวยมากจริงๆ ยิ่งน่ากลัวยิ่งตื่นเต้น เราตัดสินใจหยุดพักเมื่อตอนประมาณบ่ายสองกว่าๆหลังจากเจอกองไฟประมาณครึ่งชัวโมงได้ นั่งเอาเท้าแช่น้ำแล้วก็คิดคำนวนความเสียงว่ากลับเลยดีมั้ย เอะใจเรื่องกองไฟ และเพราะข้างหน้าน้ำดูลึกมากๆ และไม่มีทิศทางต้นน้ำตกอีกต่อไป เหมือนจะเป็นแอ่งน้ำใหญ่ๆ มันรกชันแล้วก็ถ้าไปอาจจะมีหลงแน่นอน (เริ่มกลัวมาก O_o) เลยนั่งพักชิลๆซุ่มๆไต้ต้นไม้เผื่อโชคดีเจอตัวอะไรมากินน้ำ มีแต่ปลาที่อยู่ในน้ำและความเงียบ “สงัด” แต่สุดท้ายนั่งอยู่จนจะไม่เห็นดวงอาทิตย์ผ่านกิ่งก้านใบไม้แล้ว ไม่มีสัตว์มากินน้ำอย่างที่คาดแฮะ ความจริงตอนนั้นแค่บ่าย 3 นิดๆเอง แต่ในป่าจะมืดเร็วมากเพราะใบไม้บังแสงอาทิตย์ทำให้บรรยากาศอึมครึมสุดๆ กลัวจะมืดแล้วน่ากลัวหนักกว่าเดิมเลยคิดว่าอีกแป๊ปค่อยกลับ

jk008 jk009 jk011

jk019
เรากำลังกินขนมปังที่ซื้อมาจากเซเว่น ความจริงคือเสบียงอาหารเที่ยง กัดไปได้คำเดียว ขนหัวลุกชัน ได้ยินเสียงคนออกมาจากอีกฝั่งของน้ำซึ่งก็บอกไม่ได้ฝั่งไหนเพราะตอนนั้นเราก็นั่งอยู่ตรงจุดที่เดินๆมา เราตกใจมาก คือในใจร้อง “เชี่ยเอ้ยๆๆๆ!!!”….. รีบใส่รองเท้าบูทแล้วพยายามกระดึ๊บก้นไปไต้ต้นไม้ใหญ่นั่งพิงเงียบๆไม่กล้าขยับตัว เราพยายามฟังว่าเสียงคนจริงรึเปล่าหรือหูฝาดแต่ค่อนข้างมั่นใจเพราะมันก้องๆในป่า ป่ามันเงียบจนเสียงมันชัดเกิ๊น แล้วถ้าเป็นเสียงคนคือเค้าคุยอะไรกันวะแล้วภาษาอะไร แต่ผ่านไปสักพักนิดๆซึ่งตอนนั้นเรื่องเวลานี่ไม่ต้องพูดถึงผ่านไปนานแค่ใหนไม่รู้ ใจเต้นแรงมาก เราไม่ได้ยินเสียงอะไรหลังจากนั้นเลยนะ เลยตัดสินใจค่อยๆเลาะต้นไม้เดินกลับ ก้มตัวย่อตัวเดินตลอดทาง เค้าเรียก “กลัวจนหัวหด” ความรู้สึกคือเสียวสันหลังวาบๆ แต่แม่เฮ็ดเอร้ยยย!! ไอ้เสียงใบไม้กิ่งไม้ที่เหยียบนี่มันห้ามไม่ได้จริงๆ คือพยายามเงียบสุดๆ แต่ก็ไปได้ทีละไม่กี่ก้าวเพราะระแวง จากประสบการณ์แล้ว การเดินป่าถ้าเจอคนอื่นที่ไม่ไช่นักท่องเที่ยวด้วยกันก็คือต้องไปตายเอาดาบหน้านะ แต่ถ้าเป็นเสียงคนจริงก็ไม่ไช่นักท่องเที่ยวแน่นอนเพราะเส้นทางเที่ยวน้ำตกมันจบไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงเเรกของการเดินแล้ว

jk013 jk014

…….. เราได้ยินเสียงคนอีกครั้ง เสียงไม่ดังมาก แต่ครั้งนี้ชัด ตกใจชิบหัย รีบนั่งลงฮวบเกาะต้นไม้เสือกจับโดนหนาม เอร้ย!!! ชัดเลย คนจริง คิดอย่างเดียว “เอาไงดีวะ….กุไม่น่าห้าวเลย” O_o เรานั่งส่องๆดูอีกครั้ง จากจุดที่ได้ยินเสียงก็คือไม่น่าไกลมากเลย ไม่รุ้มีกี่คน ก้าวขาไม่ออก จำได้ว่านั่งมุดช่องๆของต้นไม้ ไม่รู้เหมือนกัน ข้างหน้าต้องลุยน้ำไปอีกเกาะนึงของรากไม้ต้องใช้ประมาณสิบกว่าก้าวซึ่งตรงนั้นไม่มีต้นไม้บังเลย เราเลยยังไม่ข้ามแต่นั่งเกาะรากไม้เอาไว้ เอากล้องเก็บใส่กระเป๋า เอาทุกอย่างเก็บใส่กระเป๋าเลย “กลัว” ที่เราคิดๆดูคือมันเป็นป่าแนบตะเข็บชายแดนพม่า คือขออย่างเดียวขอไม่ให้เจอพม่าได้มั้ยย จะเรียกว่าเป็นนาทีชีวิตก็อาจจะเวอร์ไป แต่โมเม้นนั้นคือต้องออกจากป่าให้เร็วที่สุด

เรานั่งกลัวอยู่นานมากคืออาจจะไม่กี่นาทีก็ได้แต่รู้สึกเวลาผ่านไปช้าจริงๆ จนเสียงมันเงียบไป เราตัดสินใจลุยน้ำ พอออกมาลุยน้ำ พอข้ามมาถึงอีกเกาะนึงได้ ข้างหน้าพอเดินสะดวกเรารีบเร่งฝีเท้าเดินตามน้ำไป เสียงเหยียบไม้ดังก็ดังไป ต้องวิ่ง! ต้องก้มตัววิ่ง กุไม่นอนติดในนี้แน่นอน คือไม่รู้ว่าเราโผล่อยู่ตรงใหนแต่มีเสียงคนตะโกนออกมาดังมากตามหลังมาเลย ขอใช้คำว่า “ชัดชิบหาย เ-ี้ยเอร๊ย!!!” จับใจความไม่ได้ว่าพูดอะไรแต่น่าจะเป็นภาษาไทยแต่สำเนียงท้องถิ่นมากๆ

เราวิ่งเข้าพุ่มป่าไป เสียงตะโกนดังไม่หยุดแต่แป๊ปนึงก็จับใจความได้ว่าเค้าส่งเสียงให้เราหยุดเดินแล้วออกมา เราไม่กล้าทำอะไรแม้แต่ขยับตัว 55ลยนั่งแช่อยู่ที่พุ่มไม้หันไปตกใจจิ้งเหลนอีก ชีวิต… จนเค้าตะโกนบอกให้เราออกมา มีอีกเสียงแหลมๆ บอกว่าจะไม่ทำร้าย ในใจคือ “เชี่ยเอ้ยย กุเจออะไรอยู่เนี่ย เสียงผู้ชายทั้งนั้น……..” เราก็ไม่ออกไป อย่างไงก็ไม่ออก จนเค้าตะโกนซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าให้เราออกมาซะดีดี อย่างไงก็หนีไม่ได้ เราเองก็ไม่รู้จะทำไงเพราะก็ไม่รู้ว่าเสียงใคร มาดีหรือมาร้าย แต่เสียงดุชิบ เสียงเท้าก็ไกล้ๆ “กุไม่ออกค่ะ” ขานี่แข็งก้าวไม่ออกค่ะ นึกถึงพ่อถ้ามากับพ่อคงอุ่นใจกว่านี้ คิดถึงปากทางเข้าป่า วังเวงขนาดนี้เข้ามาทำไมวะกู

จู่ๆมีเสียงเดินมาทางด้านหลังพุ่มไม้ เสียงจี้อยู่ข้างหลังว่า “ออกมา” เรากรี๊ดดังมากลั่นป่าใช้คำว่า “ลั่น” พี่แกเอื้อมมือมาจับแขนเราไว้ แรงมาก มือหนักมาก แต่หันไปเจอชุดที่คุ้นเคย ชุดทหาร…ทหารไทย คือถ้าเยียวราดได้คือราดไปแล้วแต่ดีว่าฉี่ไปแล้ว คือวินาทีนั้นไม่รู้จะอธิบายอย่างไง แต่อุ่นใจมานิดนึง…นิดนึงนะ แต่กุก็กลัวอยู่ดี เราตะโกนยกมือไหว้บอกว่า “หนูเป็นแค่นักท่องเที่ยว มาเดินป่า” เราพูดซ้ำๆๆ หลายครั้ง แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่ฟังอะไรเลย พอเค้าลากเราออกมากจากพุ่มไม้ไปเจอกับทหารอีกนายนึง…โอเค ดูท่าทางวางมาด เราก็พูดซ้ำๆๆ ว่าหนูเป็นแค่นักท่องเที่ยว แต่พี่ทหารแกทำดัดเสียงเข้มๆถามเรามา “เป็นใคร มาจากไหน แล้วทำไมมาอยู่ตรงนี้” เราก็ตอบเหมือนเดิมว่าเป็นนักท่องเที่ยว มาจากกรุงเทพมาเดินป่าแค่นั้นกำลังจะกลับแล้ว ในใจเราก็แอบคิดว่าทหารจริงรึเปล่า เพราะกลัวมาก แต่พี่แกไม่ฟังก็ดึงแขนเราเดินๆ ต่อ แล้วก็ถามคำถามเดิมตลอดเส้นทางว่า “เป็นใคร” “มาจากใหน” “ทำไมมาอยู่ตรงนี้” “ตรงนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวมากัน” เราก็ตอบแบบเดิมนะ แต่พี่แกก็ถามแบบเดิมซ้ำไปมา
jk015 jk017 jk016
คือเราก็ตกใจเสียงสั่นๆ แต่พี่ทหารก็จูงแขน “ลาก” เรามาตรงจุดๆนึงซึ่งก็ไม่รู้ตรงใหน เค้าเอากระเป๋าเราไปทั้งใบไปเปิดดู ส่งอีกคนก็มาตรวจตามตัวเราว่ามีอะไรหรือเปล่า เห็นพี่แกรื้อกระเป๋าอย่างอุกอาจมาก เทของออกมา เปิดดูภาพในกล้อง ค้นทุกซอก แต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากของเดินป่า พี่แกยังตะโกรนเรื่อยๆว่าเรามาทำอะไรที่นี่ ซ้ำๆๆ เราก็ตอบแบบเดิม อาจจะเป็นการไซโค psycho เราเวลาที่จะเค้นหาคำตอบ แต่ก็ไม่ต้องมาไซโคหรอก เราก็ตอบแบบเดิมว่ามาเที่ยว เค้าตะโกนใส่เราบอกประมาณว่า “ที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยว” เราจับใจความไม่ค่อยได้ “เชี่ยย” คือโมเม้นนั้นเราก็กลัวว่าเราจะโดนอะไรบ้าง

พอสักพักพี่แกสั่งให้ทหารอื่นเอาเราออกจากป่าไปที่ป้อมหรือสถานีอะไรสักอย่าง เราเดินออกมาจากป่ากับทหารสามนาย ตลอดทางเราก็บอกว่า “เราเป็นเด็กมหิดล มาเที่ยวฉลองวันเกิด มาคนเดียว กำลังจะกลับแล้ว” แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรตลอดทาง เรารู้สึกแย่มาก แต่ดูพี่ๆแกชำนาญทางมาก เดินดุ่ยๆ เราก็กระเสือกกระสนตามไป ตอนนั้นก็เดาว่าน่าจะเป็นทหารเดินสำรวจป่า มีอาวุธปืนอยู่แค่นายเดียว กระเป๋าเราโดนยึดไป พี่แกถามว่ามาอย่างไง เราบอกว่าขับรถมา รถลายทหารด้วยนะ “คือหนูปลื้มทหาร” ปากหวานได้ก็หวานไปก่อน 55 พี่แกบอกให้พาไปที่รถ เราบอกจอดไว้ปากทาง ออกมาถึงปากทางเร็วมากๆ เพราะแทบวิ่งออกมา ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว เค้าเอากุญแจรถไปขับ แล้วให้เรานั่งรถกระบะพี่ทหาร ซึ่งด้านหลังรถแคบมาก เราแทบหน้ามืด “เอาหนูไปใหนเนี่ย” เราถามว่าไปใหนพี่คนนั่งบอกว่า “เดี๋ยวไปให้ปากคำหน่อย” เราก็แอบเป็นห่วงรถก็หันไปมองตลอดว่ารถเรากำลังตามมารึเปล่า..ยังตามมาอยู่
jk020
ออกมาด้วยบรรยากาศอึมครึม คิดแค่ว่า “กุไม่น่าเลย ถ้าเค้าโทรเรียกพ่อแม่ล่ะ พ่อรู้ทำไงเนี่ย โดนสับชัวร์..” กระเป๋าก็ไม่ได้อยุ่กับเรา จนมาถึงป้อมทหารที่ตั้งเอาไว้ เราไม่รู้ว่าตรงไหน เค้าพาเราเข้าห้องเล็กๆ ให้เขียนชื่อเลขประชาชนให้แล้วบอกว่าเอารถไปค้น ถามคำถามเดิมซักไซ้ไปมาอยู่นาน เราก็ตอบแบบเดิมบอกไปว่าเรียนมหิดล ดูบัตรนักศึกษาได้ ติดไว้บนรถ บัตรประชาชนกระเป๋า อยู่บนรถหมด แต่พี่ทหารคนนี้พูดจาเพราะกว่าที่อยู่ในป่ามาก 55 สรุปก็ยืนยันตัวตนได้เรียนร้อย เจอหลักฐานบนรถ แล้วก็เทศแบบดุๆ เราอยู่นานว่าไม่ควรเดินป่าคนเดียวโดยเฉพาะป่าเขตุชายแดน มันอันตราย ทำแบบนี้ทำไม รู้ไหมว่ามีสัตว์….เราก็ซักไซ้ถามคำถามบ้าง

พอสรุปได้ว่า พวกพี่ๆ ทหารกำลังลาดตระเวนเตรียมดักพวกลักรอบขนสิ่งผิดกฎหมายและตัดไม้ เพราะเมื่อไม่กี่วันนี้เค้าพบว่ามีคนลักลอบเข้าไปเขตุป่าแถวชายแดนขนยาเสพติด ตัดไม้แล้วก็ลักรอบเอาปลาไปขาย มีทหารคนนึงเห็นเรากำลังเดินพอดีแล้วเข้าไปชาร์จตัว (เห็นตอนใหนว้าา..) เพราะแถบบนของป่าเมื่อหลุดออกจากน้ำตกแล้วไม่อนุญาตให้เข้า (ก็มันไม่มีป้ายบอกไรเลยนี่นาา) พี่เค้าเลยสงสัยแวบแรกคิดว่าลักลอบเข้าเมือง (หน้าให้ 555) หรือขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เราโดนไล่ให้ออกจากแถบนี้ไปและให้เลิกเดินป่าแบบนี้ แต่ถือว่าเป็นโชคไม่ดีเลยที่โดนลากลงมา หรืออาจจะโชคดีที่เจอพี่ทหารไม่เจอคนอื่นเข้า…เรายกมือขอโทษอยู่นานว่าไม่ทันคิด เพราะไล่เดินป่ามาตั้งแต่ปิล๊อก ทองผาภูมิแล้ว พี่แกถึงกับร้องโหตาโต และบังคับให้เรากลับกรุงเทพไป ไม่ขอเอ่ยนามชื่อพี่ๆทหารนะคะ แต่สุดท้ายคุยกันถูกคอ เราก็สารภาพไปว่าตกใจมาก เพราะตอนเดินเจอซากแคมป์ไฟ ซึ่งพี่เค้าบอกว่าเป็นของพวกลักลอบเข้ามา

ครั้งนี้ก็ถือว่าไม่ไช่การเดินป่าที่ลำบากที่สุดแม้ต้องลุยน้ำปีนรากไม้ก็ตาม แต่เป็นประสบการณ์ชีวิต ที่เราสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่ทำอีก 555 ตอนเดินแอบเก็บของป่าเรื่อยเปื่อย พวกผลไม้ หิน ดอกไม้ แต่พวกพี่ทหารไม่ยอมคืนให้ 55 หลังจากโดนไล่กลับกรุงเทพเราก็มุ่งหน้ากลับแต่ไม่ได้กลับ กทม นะ จะไปต่อป่าใหนเจอไรบ้าติดตามกันได้ 55 เราเลือกภาพ footage เรียงลำดับเหตุการณ์เดินป่าครั้งนี้ด้วย ดูกันเพลินๆ ………… แทงยูว์ครัชชช

ภาพสาวโจ๊กกี้ขี้ลุย

jk021 jk022

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นของสาวโจ๊กกี้! อ่านแล้วลุ้นระทึกยิ่งกว่าในหนังอีกนะเนี่ย Thai Idol อยากจะบอกว่าอ่านแล้วสนุกมากแต่อย่าได้ไปลองทำเองเชียวนะคะ โจ๊กกี้ยังโชคดีเจอพี่ทหาร แต่ถ้าเจออย่างอื่นล่ะไม่อยากจะคิด! ติดตามว่าซ่าของสาวโจ๊กกี้ได้ที่เฟสบุค Poomtan Rodngern

ไอดอลวันหน้าจะเป็นใครนั้น อย่าลืมติดตามนะคะ!

ไอดอลสวยน่ารัก CLICK

ไอดอลเซ็กซี่ CLICK

ไอดอลแรงบันดาลใจ CLICK

ไอดอลตลก CLICK

ไอดอลหมวดอื่นๆ CLICK

อยากเป็นไอดอล แนะนำไอดอล ส่งมาหาเราตามที่อยู่ด้านล่าง

http://www.thaiidol.com/idolcasting/คลิกที่นี่ หรือผ่านทาง th_minisetaFacebook : Thai Idol

สงวนลิขสิทธิ์ห้ามคัดลอกบทความไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก www.thaiidol.com