วรสิทธิ์ อิสสระ หนุ่มรุ่นใหม่ไฮเปอร์ที่หาตัวจับยากในวงการธุรกิจโรงแรม

วรสิทธิ์ อิสสระ หนุ่มรุ่นใหม่ไฮเปอร์ที่หาตัวจับยากในวงการธุรกิจโรงแรม


“ผมไม่เก่ง แต่ผมโชคดี” “ผมคุยกับคุณพ่อเลยว่าการทำงานของผม บางเรื่องผมรอพ่อไม่ได้ ผมขอตัดสินใจเลย คือ ถ้าผมออกรบ ถ้าเกิดผมต้องฆ่า ผมก็ฆ่าตอนนั้นเลย เชือดต้องเชือดตรงนั้น ไม่ใช่ว่าต้องรอหัวหน้าก๊กสั่ง เพราะหัวหน้าไม่ได้เห็นสนามรบเหมือนเรา” นี่คือความเด็ดเดี่ยวของผู้ชายที่ชื่อ ปลาวาฬ – วรสิทธิ์ อิสสระ หนุ่มรุ่นใหม่ไฮเปอร์ที่หาตัวจับยากในวงการธุรกิจโรงแรม และล่าสุดกับการเปิดตัวเว็บไซต์ Gurawan แหล่งรวมสินค้าดีมีสไตล์แบรนด์ไทยภายใต้ธุรกิจใหม่ “สยามแบรนด์ส”
 
 
เริ่มต้นจากวัยเรียน ที่ไม่ใช่แค่เรียน แต่เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย
    ผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง เรียนไฮสคูลที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 9-15 ปี พอเบื่ออังกฤษ ประมาณ ม.5–ม.6 ก็ย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา จนถึงเรียนมหาวิทยาลัย อยู่อเมริกาประมาณ 5 ปี ซึ่งช่วงนั้นก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ช่วงมหาวิทยาลัยเรียนน้อยมาก เพราะการที่อยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมัน structure มากๆ ทุกอย่างทำเป็นตารางทุกวัน พอต้องมาเรียนวันละแค่ 3 ชั่วโมงก็รู้สึกเบื่อ เริ่มเที่ยว เที่ยวเสร็จก็เบื่อเพราะเงินหมดเร็ว ก็เลยเริ่มหางานทำไปด้วย  ตอนนั้นทำทุกอย่างทั้งร้านอาหาร ผับ ทำหน้าที่ที่เกี่ยวกับงาน Hospitality เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม 
 
    เคยทำที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ล้างจาน เด็กเสิร์ฟ รับโทรศัพท์ หลังจากนั้นเจ้าของร้านดึงตัวไปทำงานเป็น Promoter ให้ ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ทำงานเก่งกว่าเรียน เพราะไม่ชอบเรียนหนังสือตั้งแต่เด็ก เรียนก็จบช้าไปหนึ่งปี หาเงินได้เยอะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่ให้เงินเดือนประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐเป็นเงินไทยประมาณ 30,000 กว่าบาท แต่ตอนเด็กๆ ที่อยู่โรงเรียนประจำได้เดือนละ 30 ปอนด์ ก็พออยู่ได้ แต่ก็ทำมาม่า พาสต้าขายในโรงเรียน เพราะชอบขายของ อะไรที่สามารถทำให้เกิดรายได้เพื่อเอามาใช้กินใช้เที่ยวตามนิสัยเราได้ ก็ทำหมด ตอนนั้นที่ได้ 1,500 เหรียญสหรัฐ เอามาจ่ายค่าเช่าบ้าน 400 ค่าน้ำมันรถ 200 ค่าอาหาร 300 เหลือ 400 ก็เที่ยว คืนหนึ่งก็หมดแล้ว ผมก็เลยหางานทำ กับ 3 ปีในชีวิตมหาวิทยาลัยที่อเมริกาก่อนไปต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ ปีแรกทำงานที่ร้านอาหารไทยก่อน แล้วก็โดนดึงตัวไปทำงานในผับ เริ่มจากดูแลแขกวีไอพี ได้ทิปเยอะดี ก็ทำไปก่อน ซึ่งผับที่ทำจะมี Promoter หลายคน แต่วันจันทร์จะไม่มี ผมก็เลยขอที่ผับทำหน้าที่วันจันทร์ 
 
การเริ่มต้นทำงานที่บ่งบอกถึงความครีเอท และมุ่งมั่นตั้งใจ
    ทางผับบอกว่าวันจันทร์จะลงทุนทำอะไร มันไม่ค่อยมีคน ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร ผมมีงบ ผมก็เอาเงินประมาณ 300 เหรียญสหรัฐไปลงทุนกับเพื่อน 3 คน คนหนึ่งเป็นดีเจ อีกคนเป็นนักอเมริกันฟุตบอลคอยเฝ้าประตู ผมเอาเงินไปทำแผ่นพับ หาดีไซเนอร์ โปรโมทเป็นคืน “International Night” เพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ เด็กเรียนเก่งจะกลับบ้าน เด็กที่สอบไม่ผ่านก็จะเรียนซ้ำชั้น เพราะผมก็เรียนซ้ำชั้น (หัวเราะ) ซึ่งผมก็มีแก๊งค์เด็กซ่า ผมก็เริ่มเอาแผ่นพับไปแขวนตามประตู แล้วผมก็จ้างบริษัทพิซซ่าที่เพื่อนทำงานอยู่ที่เขาต้องไปแจกแผ่นพับของร้านอยู่แล้วตามอพาร์ทเม้นท์  คอนโดคอมเพล็กซ์ ประมาณไว้ 3-4 พันห้อง ผมก็ทำแผ่นพับประมาณ 2 พันอัน แล้วจ้างคนส่งพิซซ่า 4 คน 800 เหรียญ ไปแขวนเพิ่มให้ลูกค้าที่สั่งพิซซ่าอยู่แล้ว โดยคอนเซ็ปท์ปาร์ตี้วันจันทร์ของผมคือ “International Night Monday at Lust” ผมก็จัดดีเจ และจ้างนักดนตรีพวกบราซิลเลี่ยนมาตีกลอง มาเล่นดนตรีฮิปฮอบ และเฮ้าส์  ได้การตอบรับดีมาก คืนแรกคนมา 600 คน ปกติผับรับได้ 400 คน ต้องเปิดโซนสวนเพิ่ม ซึ่งทำอยู่ 3 เดือน ได้เงินเยอะมาก ตอนนั้นเฉพาะค่าเข้าผับคนละ 20 เหรียญแล้ว ถ้าคนมาเที่ยว 300 คนแรก ผมได้ 8 เหรียญสหรัฐต่อคน แต่ถ้าเกินจาก 300 คน ผมได้ 15 เหรียญสหรัฐต่อคนเลย ถ้า 400 คน ก็คูณ 15 ก็ได้เป็นพันเลย ทำไปเรื่อยๆ 3 เดือนคนฮิตมาก 
 
เมื่อเครื่องติด ความคิดก็ไม่หยุดนิ่ง
    พอช่วงเปิดเทอม Promoter ก็ทำยอดไม่ดี ผมก็เลยขอทางผับทำวันพุธด้วย ขอเป็น “Lady Night” ซึ่งตอนนั้นเรดบลูวอดก้าเพิ่งเข้าอเมริกามา และเพื่อนผมเรดบลู กระทิงแดง เพราะเรียนด้วยกันมาแต่เด็ก  ตอนนั้นก็เลยจัดแบบก่อนสี่ทุ่มครึ่งให้เข้าผับได้เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายห้ามเข้า บางวันก็เป็นแบบให้ผู้หญิงจ่ายค่าเข้าแล้วดริงก์ฟรี แล้วพอหลังสี่ทุ่มครึ่งก็เปิดให้ผู้ชายเข้า ก็ได้ค่าเข้าอีก ตอนนั้นคิวยาวมาก พอทำได้ประมาณ 6-7 เดือน เห็นว่าวันศุกร์ว่าง และเจ้าของผับซึ่งรักผมมากเขาเป็นเกย์ ผมก็เลยเสนอให้ทำ 70’s ดิสโก้ทำ “Gay Night” ซึ่งสนุกมาก สนุกที่สุด เป็นคืนที่คนมาเที่ยวจะหน้าตาดีที่สุด ก็ทำแบบนี้เกือบ 2 ปี ได้เงินเยอะมากจนใช้ไม่หมด ผมก็จะทานแต่อาหารอย่างดีทุกวัน ชีวิตแบบซุปเปอร์รวย ซึ่งเงินจะฝากแบงก์ก็ไม่ได้เพราะไม่มีกรีนการ์ด ก็เงินสดล้วนๆ ก็เลยปาร์ตี้กระจุย


เมื่อฝีมือเข้าตา ความท้าทายก็ถูกหยิบยื่นให้
    วันหนึ่งหลังจากจบอนุปริญญา ผมก็ย้ายไปเรียนต่อการโรงแรมที่ไมอามี่อีก 6 เดือน ตอนนั้นมีเงินเก็บเยอะมาก ประมาณ 2-3 หมื่นเหรียญสหรัฐ ก็เลยหยุดทำงานเพื่อใช้เงินก่อน ก็มีส่งเงินให้คุณแม่ 2 แสนบาทเป็นของขวัญ แล้วสมัยนั้นมีผับชื่อ Bed ซึ่งดังมาก และคู่แข่งของผับนี้ชื่อ Opium Garden อยากให้ผมไปช่วยโปรโมท ผมก็ไปช่วย และถือว่าผมเป็นเด็กเอเชียคนเดียวในตอนนั้นที่สามารถทำงานได้เลย เพราะเด็กเอเชียคนอื่นจะเป็นเด็กเรียน ไม่ก็ทำงานในร้านอาหารไทย ส่วนเพื่อนในกลุ่มผมไม่มีคนไทยและคนเอเชียเลย และที่ไมอามี่ถือเป็นเมืองที่หรูหรามาก ทุกคนใฝ่ฝันที่อยากจะไปมากกว่าลอสแอนเจลิสเสียอีก ชีวิตตอนนั้นเรียกว่าเป็นคนรวยเลย
 
ทำงานจนเพลิน แต่ยังเรียนไม่จบ จะทำอย่างไร?
    อยู่มาวันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเราอยู่ที่นี่ก็อยู่ได้ งานก็มีเพราะเจ้าของผับเสนอให้อยู่แล้ว มีเจ้านายที่ดี มีเพื่อนที่ดีคอยดูแล มีคอนเนคชั่น ถ้าทำงานก็หาเงินได้ปีละแสนเหรียญสหรัฐไม่ต้องไปทำงานหนักเป็นเด็กเสิร์ฟ แต่ก็คิดว่าเราก็คงไม่ได้กลับเมืองไทยแน่ๆ คงใช้ชีวิตอยู่ไมอามี่ เพราะตอนอยู่ที่นั่นเพื่อนก็ให้เช่าบ้านริมหาดในราคาที่ถูกมาก บ้านใหญ่มาก สวยมาก สไตล์อาร์ทเดคคอร์ อยู่สบาย คิดว่าอยู่แบบนี้ก็อยู่ได้เรื่อยๆ อายุก็เพิ่ง 21 ปี แต่กลับยังเรียนไม่จบ ผมก็เริ่มคิดว่าเอายังไงดี เลยไปปรึกษาครูว่าจะทำยังไงเพราะถ้าอยู่ที่นี่ต้องเรียนไม่จบแน่ แล้วตอนนั้นก็เรียนเลทไปแล้ว 1 ปี ครูก็เลยแนะนำให้ไปเรียน Pass Course คอร์สสั้นๆ ที่สวิตเซอร์แลนด์ คือเรียนประมาณ 9 เดือนก็จบได้เลย เรียน 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ผมก็เลยตัดสินใจย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์ รูมเมทที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นและเพื่อนทุกคนงงมาก ตื่นเช้ามาผมก็บอกเพื่อนว่าเดี๋ยวไปเรียนก่อน เพราะอยู่ที่นี่ต่อชีวิตคงสั้นแน่ เพราะเราทำงานกลางคืนอยู่ในที่อโคจรตลอด แต่เราก็เอนจอยนะ เพราะเราชอบ มันสนุก 
หลังเรียนจบ ก็เริ่มหางานทำ 
    หลังจากเรียนจบ ก็ต้องหางาน ซึ่งปกติต้องหาในยุโรปอย่างเดียว และภาษาเราก็ไม่ค่อยได้ งานก็หายาก ผมก็เลยกลับมาหางานที่เมืองไทยตามโรงแรมชื่อดังต่างๆ บางโรงแรมให้ผมเป็น Spa Reception, Fitness Room Supervisor, Room Service ผมก็มองว่าจะทำทำไม เงินเดือนก็น้อย ก็คิดอยากกลับไปหางานทำที่ไมอามี่ ตอนนั้นก็เริ่มอยากทำงานธนาคาร ก็เริ่มหางานธนาคารในฝ่ายที่ทำเกี่ยวกับ Property เพราะคิดแล้วว่าจะไม่ทำงานเซอร์วิสในโรงแรมแล้ว แต่ธนาคารก็ต้องการคนที่จบปริญญาโท ผมก็เลยไม่ได้ทำอีก จนวันหนึ่งไปเห็นประกาศรับสมัครงานของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งโรงแรมนี้จะเข้าไปเลือกเด็กเพียง 15 คนจากทุกโรงเรียนทั่วสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าทำงานเป็น Chef de Commis หมายถึงคนถืออาหารให้เด็กเสิร์ฟเอาเสิร์ฟลงโต๊ะ และผมทราบว่าโรงแรมนี้เจ๋งที่สุด เท่ห์ที่สุด มี 21 ห้อง แพงที่สุดในอิตาลี ผมอยากได้งานนี้มาก 
    วันที่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ เขาบอกว่าผม Over Qualified สำหรับงานนี้ แต่ผมบอกว่าผมจะรู้สึกเป็นเกียรติมากถ้าผมได้ทำงานที่นี่ เพราะที่นี่ท็อปที่สุดของโลก และก็บอกเขาว่าผมเคยฝึกงานที่โรงแรมรามาดาเมื่อตอนอายุ 15 และที่โอเรียนเต็ลตอนอายุ 21 ปีครึ่ง ในส่วนงาน Housekeeping, Room Service, HR, Training ล้างห้องน้ำ ฝึกทุกอย่าง ได้ค่าฝึกงานเดือนละ 4,000 บาท แต่ก็ทำ และผมก็ทำเต็มที่ ฝึกทุกอย่าง ผมบอกเขาว่าผมอยากทำงานที่นี่มาก สรุปตอนนั้นก็ได้ทำงาน ทำอยู่ 8 เดือน ก็เริ่มจากเด็กถือถาดอแต่เอนจอยมาก เพราะได้ลงไปในครัว ได้ไปคุยกับเชฟ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่  ตอนผมอายุ 24 ปี แต่เขาอายุ 28 ปี ตอนนี้เป็นเชฟที่ดังและหล่อที่สุดในอิตาลี ตอนนั้นผมจะชอบแซวเขา แอบดูเขา อยากรู้ว่า Michelin Star ทำกันยังไง หลังๆ ก็เริ่มสนิทกัน ก็เริ่มได้ชิม ได้เห็นวิธีการทำ ได้รียนรู้ พอขึ้นมาเสิร์ฟก็มาดูวิธีการเปิดไวน์ เช่น ไวน์ขวดละ 7 หมื่นบาทต้องเปิดยังไง ผมเลยได้เห็นอะไรอีกมาก จากชีวิตที่อยู่แต่ในโลกของไนท์คลับ อันเดอร์กราวน์ เปิดเพลงมันส์ คนเมาเยอะๆ  ก็เปลี่ยนมาทำทำโรงแรมหรูแบบผู้ดี คนดังๆ หลายคนก็มาใช้บริการ ทั้งนักธุรกิจมีชื่อ ดาราชื่อดัง เรียกว่าลูกค้าที่รวยระดับโลกทั้งนั้น บางคนมาเฮลิคอปเตอร์ มาเรือ ซึ่งสุดยอดมาก แบบว่ามาใช้บริการกันแบบไม่ใส่ใจเรื่องราคาเลย ให้ทิปครั้งละ 100 ยูโร อย่างศรีพันวาก็สู้ไม่ได้ถึงจะสวยมาก แต่คอนเนคชั่นของที่นี่มีมากว่า 40-50 ปี เขาแข็งแรงเรื่องนี้มาก 
    แต่พอทำได้ 2 เดือน ก็เริ่มคันอยากกลับไปเที่ยวอีก ซึ่งตอนนั้นชอบไปเที่ยวผับชื่อลาทอเร่ เป็นเหมือนปราสาทเก่าอยู่ริมทะเลสาบ เคยถ่ายหนังเรื่องเจมส์บอนด์ด้วย สวยมาก ผมก็เริ่มอยากเป็นดีเจ ก็ไปตีสนิทกับเจ้าของชื่อแมกซ์ ผมก็ไปเปิดแผ่นให้เขาฟัง บูธดีเจเป็นเหมือนป้อมปราสาท มองลงไปเป็นสวน ไฟสวย มีคนมาเที่ยวประมาณ 700 คน ก็คุยกันว่าจะมาทำช่วงซัมเมอร์ ตอนนั้นผมก็ยังทำงานปกติ แต่มีวันหนึ่งแมกซ์ก็โทรมาให้ไปทำ วันนั้นคนก็มันส์มาก ก็เปิดแผ่นตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี 4 พอจะเก็บของกลับบ้าน แมกซ์ก็มาชวนบอกให้มาทำทุกวันศุกร์ เสาร์ เที่ยงคืนถึงตี 3 เพราะคนอิตาเลี่ยน เยอรมันเที่ยวกันดึก แล้ววันนั้นเขาให้ค่าตอบแทนผม 400 ยูโร ตกชั่วโมงละ100 ยูโร คิดเป็น 5,000 บาท ซึ่งตอนนั้นผมทำงานที่โรงแรมได้เดือนละ 1,200 ยูโร ซึ่งก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่แมกซ์ให้เงินเยอะมาก ก็เลยทำงานควบสองแห่งเลย (หัวเราะ) 
    พอช่วงซัมเมอร์อากาศเริ่มร้อน โรงแรมก็มีการประชุมพนักงานเพื่อหา Pool Service ซึ่งเป็นคนเสิร์ฟข้างสระน้ำที่มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ สระน้ำจะถูกล้อมด้วยสนามหญ้า ต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม เริ่มตั้งแต่จัดสระน้ำ มองพนักงานคนอื่นก็หลบหน้าหมดไม่มีคนสนใจทำ ผมก็เลยเสนอตัวทำ ซึ่งอาทิตย์แรกทำคนเดียวก่อน แต่หลังจากนั้นหลานเจ้าของซึ่งอายุ 15 ปีก็มาทำด้วย สรุปก็ช่วยกัน 2 คน ผมก็ถามทางโรงแรมว่า ผมทำอะไรได้ทุกอย่างเลยใช่ไหม ผมก็ขอจัดดอกไม้รอบสระ ตอนนั้นผมถามผู้อำนวยการว่าที่ผ่านมาเคยทำรายได้ได้เท่าไหร่ เขาบอกได้วันละ 1,000 ยูโร ผมก็สัญญากับเขาว่าผมจะทำให้ที่นี่กลายเป็น “Best Pool Service in the World” สรุปผมก็ทำได้วันละ 3,000 ยูโร ตอนนั้นใช้วิธีตีสนิทกับแขกที่มาพัก แต่ละคนมาอยู่ที 2 อาทิตย์ ทุกเช้าเดินผ่านพวกเขาก็จะเชิญชวนให้เขามา Pool Service เดินเหมือนตัวเองเป็นผู้จัดการ จนเจ้านายบอกว่าไม่กล้าเรียกผมว่าเป็น Pool Boy แล้ว ต้องเรียกว่า  Pool Director ซึ่งผมจะจำชื่อแขกได้เกือบทุกคนเพราะมีไม่เยอะ และผมก็จะ Customized Service มาก ผมจะแนะนำให้ลูกค้าสั่ง Macchiato เพราะผมทำอร่อย และเคยทำตอนอยู่ไมอามี่ โดยผมก็จะเดินไปตัดมิ้นท์ที่ปลูกตรงสวนแถวนั้นมาผสม ลูกค้าก็ชอบมาก ขายแก้วละ 35 ยูโร ประมาณพันกว่าบาท วันหนึ่งผมขาย 40 แก้วก็คุ้มแล้ว และผมก็ได้ทิปเยอะมาก  เฉลี่ยวันละ 300 ยูโร แค่ทิปอย่างเดียวผมก็รวย ก็กลับมารวยมากอีกแล้ว (สายตาเป็นประกาย) 
และโอกาสดีๆ ก็ถูกหยิบยื่นให้อีกครั้ง
    ระหว่างที่ทำงานที่นั้น มีลูกค้ามาเสนองานให้ผมเยอะมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง มีลูกค้าคนหนึ่งซึ่งอยู่กับผม 7 วันเต็มมาชวนไปทำงานที่โรงแรมหรูในไอร์แลนด์ ตอนนั้นผมได้ข้อเสนอค่าตอบแทนและสวัสดิการดีมาก พอคุยเสร็จเขาก็ให้ทิป 1,000 ยูโร แล้วทิ้งท้ายว่า “ถ้าอยากได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ก็บอกเขา” ตอนนั้นรู้สึกชีวิตสวยงามมาก ข้อเสนอคือจะได้เดินทางเดือนละ 3 อาทิตย์ อยู่โรงแรม 5 ดาว ได้กินทุกอย่างที่ต้องการแบบไม่จำกัด มีคนขับรถ และอีก 2 วันต่อมาเขาก็ส่งสัญญามาให้ ในสัญญาระบุว่าให้ค่าตอบแทนเดือนละ 7,000 ปอนด์ เยอะมาก แล้วช่วงนั้น 2003-2006 โบนัสก็เยอะมาก ผมก็คิดเลยว่าผมคงจะไม่ค่อยได้ใช้เงินก้อนนี้เลย เพราะทุกอย่างมีให้หมดแล้ว ก็เลยคิดว่าพอทำงานซัก 3 เดือนจะซื้อรถพอร์ช เทอร์โบ ทิ้งไว้ที่อังกฤษเพราะน้องๆ ก็อยู่อังกฤษเพราะเป็นรถในฝัน ผมก็โทรบอกคุณพ่อว่าได้ข้อเสนอดีมากๆ พ่อบอกสุดยอดเลย ตอนนั้นคิดขึ้นมาว่าถ้าทำงานที่เมืองไทยก็มาเป็น Spa Reception งั้นไม่กลับละ ทำงานที่นี่ดีกว่า พ่อก็ไม่ว่าอะไร ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาเลย
จุดพลิกผันเมื่อตัดสินใจเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว

    ผมต้องเริ่มงานวันที่ 5 มกราคม 2005 ผมเลยมีช่วงว่าง ผมก็ช่วยคุณพ่อเขียนแผนธุรกิจของศรีพันวาช่วงที่กลับมาไทย ผมไปอยู่คลุกฝุ่นในไซท์งานที่ภูเก็ต เช่าโรงแรมอยู่ข้างๆ ตอนนั้นสำนักงานขายเพิ่งสร้างเสร็จ มีเอเย่นต์ขาย แต่ตัวสำนักงานและบริการแย่มาก ขายบ้านราคาเป็นล้านอย่างกับขายผลไม้ เลยคิดว่าต้องปรับปรุง ก็เข้าไปจัดออฟฟิศใหม่หมด แทนที่จะได้ไปพักชิลๆ ผมก็ลงมือขายเองเลยเพราะงานพวกนี้ผมทำได้อยู่แล้ว แต่พอคุณพ่อทราบว่ามาเปลี่ยนระบบเดิมก็ไม่พอใจ ก็ทะเลาะกัน ก็เลยไม่ทำ แต่ตอนนั้นก็ไม่คุ้นกับระบบการทำงานแบบที่เป็นอยู่ เพราะคุ้นเคยกับสไตล์ทำงานแบบยุโรป คือตรงไปตรงมา ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด และตอนนั้นก็บอกพ่อว่าเราตั้งราคาขายบ้านหลังละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐมันต่ำไป ผมคิดว่าโดนกดราคา ก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ผมก็คุยกับคุณพ่อเลยว่าจากประสบการณ์อันโชกโชนของผมที่หาเงินเองได้มาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ มีงานมาเสนอค่าตอบแทนให้สูงขนาดนี้ อย่ามองผมเป็นเด็ก ผมไม่ได้อวดดีด้วย และพ่ออาจรู้จักผมน้อยไป เพราะปีหนึ่งเราเจอกัน 2 ครั้งเองไม่เกิน 6 อาทิตย์ เราต้องคุยกันแบบโปรเฟสชั่นแนล แต่ตัวผมเองก็ยอมรับว่ามี “อัตตาสูง” ผมเชื่อว่าขณะนั้นถึงผมจะอายุแค่ 23-24 ปี แต่ผมเชื่อว่าผมดูแลตัวเองมาตลอด ชั่วโมงบินก็เชื่อว่ามากกว่าคนในวัยเดียวกัน ผมก็ขอพ่อบริหารจัดการ เพราะผมดูผลสำรวจแล้ว ผมว่าเราตั้งราคาขายถูกมากเลย ผมขึ้นราคาอีก 40% แต่ก็ยังขายไม่ได้อีก เพราะปีนั้นเกิดสึนามิ ต้องหยุดก่อสร้างก่อน พอช่วงเกิดสึนามินี้เอง ผมรู้สึกเองเลยว่าเหมือนผมมีภาระ จะถอยดีหรือเปล่า แล้วอีก 10 วันก็ต้องไปทำงานที่ไอร์แลนด์แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมมีเพื่อนรัสเซียคนหนึ่งก็ไปช่วยคนที่เขาหลักกันอยู่ 2 วัน เพื่อนคนนี้ชื่อเซอร์เก้ ผมก็บอกเขาว่าอีก 10 วันต้องจากกันแล้ว แต่ผมจะพยายามหางานที่ไอร์แลนด์ให้นะ แต่พออยู่ไปอยู่มา ผมก็เปลี่ยนใจ ตัดสินใจชวนเซอร์เก้ให้ทำงานที่เมืองไทย แล้วผมก็เริ่มทำแผนธุรกิจเสนอพ่อ เพราะช่วงนั้นอยากพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เราต้องสร้างต่อ ขึ้นราคาบ้าน 2 เท่า เปลี่ยนจากเรสซิเดนซ์อย่างเดียวเป็นโรงแรมด้วย และสมัยนั้นยังไม่มีคนทำลักษณะนี้ แล้วก็ไปบอกพ่อว่าจะอยู่ช่วยพ่อต่อ พ่อบอกให้เงินเดือน 35,000 บาท (มีเสียดายเล็กน้อยกับเงินเดือนที่ต้องทิ้งไป) แต่ตอนนั้นใจหนึ่งก็ไม่ได้อยากกลับเมืองไทยเสียทีเดียว แอบคิดถึงไอร์แลนด์เพราะคิดว่าทำงานแค่ 3 เดือนก็ได้พอร์ช เทอร์โบแล้ว อยู่กรุงเทพฯ ขับรถเก่า เงินเดือน 35,000 รถประจำตำแหน่งเป็นปิกอัพคันหนึ่ง คอมมิสชั่นก็ไม่ได้ พ่อบอกให้มากกว่านี้เดี๋ยวคนอื่นจะว่าได้

การดูถูกจากคนรอบข้าง ถือเป็นแรงขับที่ดีให้เราต้องพิสูจน์ตัวเอง
    พอวันที่ต้องเสนอแผนธุรกิจ ผมนำเสนอตั้งแต่รูปแบบเว็บไซต์ โลโก้ ขอเพิ่มราคาขายจาก 1 เป็น 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ พ่อก็บอกทุกคนว่าจะให้ผมมาเทคแคร์เซลล์ คนก็ถามเลยว่า “คุณวาฬขายบ้านเป็นเหรอค่ะ” “คุณวาฬขายของไฮเอนด์เป็นเหรอค่ะ” ซึ่งคนพวกนี้เขารู้จักเรามาตั้งแต่เด็ก เลยเห็นเราเป็นแค่ลูกคุณสงกรานต์ ผมก็ให้เค้าดู Resume ว่าผมทำอะไรมาบ้าง งานที่ผมทิ้งมาให้ข้อเสนออะไรผมบ้าง 
    พอได้ทำงาน ก็ตั้งตำแหน่งตัวเองเป็น Business Development เริ่มไปจัดการจัดสำนักงานขายใหม่ทั้งหมด เพราะของเดิมมันรกมาก เอาเอเย่นต์ออก และจากนั้นเพียง 3 อาทิตย์ผมขายบ้านได้ ถือว่าโชคดีมาก จำได้เลยว่าขายได้หลังแรกเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์  ซึ่งถามว่าทำไมขายได้ เพราะผมทำให้บ้านดูหรูขึ้นด้วยการปรับราคาแพงขึ้น วิธีการขายผมก็ไม่เหมือนคนอื่น ผมพาไปดูทีละห้องๆ สาธยายจุดเด่นและฟังก์ชั่นของแต่ละห้อง ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ทุกอย่าง ผมลงรายละเอียดหมด ตั้งราคาขายอยู่ที่ 2.5 – 12 ล้านเหรียญสหรัฐ สรุปปี 2005 ผมทำยอดขายได้ 560 ล้านบาท ปี 2006 ได้ 600 กว่าล้าน พอปี 2007 ทำได้ 800 กว่าล้าน 2008-2009 รวมกันประมาณ 700 กว่าล้าน ตอนนั้นทุกคนว่าอะไรผมไม่ได้แล้ว ทุกคนที่เคยว่าผมหน้าแตกหมด เรียกว่าตั้งแต่ปี 2005 ผมแทบไม่ได้กลับกรุงเทพเลยเพราะลุยธุรกิจอย่างเดียว จากนั้นผมก็เริ่มสร้างทีมงานของผมซึ่งเป็นคนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก บางคนผมรักและผูกพันมาก จนตอนนี้ธุรกิจศรีพันว่าถือว่าอยู่ตัวแล้ว 
    สรุปก็ทำธุรกิจโรงแรมอยู่ประมาณ 8 ปี ซึ่งตอนนี้โครงการที่ศรีพันวามีทั้งหมด 4 เฟส แต่ยังเหลือพื้นที่ทำได้อีก 5 หลัง ซึ่งผมฝันไว้ว่าจะทำเป็นเมก้า เบลล่า เป็นวิลล่าที่มี 7 ห้องนอน พื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ราคาหลังละ 300-400 ล้าน ซึ่งมองว่าขายได้อยู่แล้ว เพราะบางคนยังซื้อเรือราคาเป็น 1,000 ล้านเลย แต่อาจต้องรอเวลาก่อนเพราะตอนนี้ตลาดเงียบมาก ค่าเงินก็แพง ปัจจัยอื่นๆ ด้านเศรษฐกิจการเมืองของประเทศก็ยังไม่ค่อยสนับสนุน
ธุรกิจครอบครัวให้อะไรกับชีวิตบ้าง
    เป็นธุรกิจแรกที่ใหญ่ที่ได้เริ่มทำ และผมได้ความสะใจ เพราะต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ ไม่ใช่กับที่ทำงานนะ แต่กับคู่แข่งในธุรกิจโรงแรมด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เมื่อก่อนทำงานแบบวันแมนโชว์ จนวันนี้มีทีมงานที่สร้างมากับมือ ซึ่งจากศรีพันวาเรามีหนี้เยอะมาก แต่ผมก็สามารถทำให้มันกลับมาต่อยอดได้ที่เดอะอิสสระ ลาดพร้าว หรือโครงการอื่นๆ ได้ ศรีพันวาเป็นโครงการที่มีราคาขายต่อตารางเมตรแพงที่สุดในเมืองไทย ก็ภูมิใจกับสิ่งนี้ ที่ภูมิใจเพราะศรีพันวาเป็นแบรนด์ไทยด้วย ซึ่งผมรักความเป็นไทยมาก ถือเป็นประเด็นสำคัญของผมเลย ฝรั่งบางคนเคยดูถูกผมว่า “ผมเป็นคนไทย ผมทำงานแบบนี้ไม่ได้หรอก แต่ผมทำได้ ผมก็ภูมิใจ”


CREDIT : AC News

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: http://businessmanthailand.blogspot.com/

ไอดอลวันหน้าจะเป็นใครนั้น อย่าลืมติดตามนะคะ!

ไอดอลสวยน่ารัก CLICK

ไอดอลเซ็กซี่ CLICK

ไอดอลแรงบันดาลใจ CLICK

ไอดอลตลก CLICK

ไอดอลหมวดอื่นๆ CLICK

อยากเป็นไอดอล แนะนำไอดอล ส่งมาหาเราตามที่อยู่ด้านล่าง

http://www.thaiidol.com/idolcasting/คลิกที่นี่ หรือผ่านทาง th_minisetaFacebook : Thai Idol